วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อนาคตของฉัน

อนาคตของฉัน

ฉันอยากจะเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพราะคนในครอบครัวของฉันนั้นจบมาจากมหาลัยนี้





ประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์






มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 โดยมีชื่อเมื่อเริ่มก่อตั้งว่า "มหาวิทยาลัย

วิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง" (มธก.) มหาวิทยาลัยนี้ถือกำเนิดมาจากความคิดริเริ่มของ ศาสตราจารย์
ดร.ปรีดี พนมยงค์ (รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง มหาดไทย ในขณะนั้น) โดยเล็งเห็นว่าการศึกษาในระดับ

อุดมศึกษา ขณะนั้นมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว เมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น

ระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ.2475 ประเทศชาติ มีความจำเป็นต้องมีบุคคลที่มีความรู้ ทางกฎหมาย การ

ปกครอง  และสังคม   มารับใช้ประเทศชาติโดยด่วน จึงได้เสนอร่าง    พระราชบัญญัติ

มหาวิทยาลัย   วิชา ธรรมศาสตร์ และ การเมือง พ.ศ.2476 เพื่อเปิดสอนในวิชาแขนงดังกล่าว เมื่อพระ

ราชบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ได้มีพิธี เปิดมหาวิทยาลัยขึ้น  เมื่อวันที่  27 มิถุนายน  2477

  โดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นผู้กระทำพิธีเปิด   และ ศาสตราจารย์  ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้รับ

แต่งตั้งเป็นผู้ประศาสน์การคนแรกของมหาวิทยาลัย (และเป็นผู้ประศาสน์การ คนเดียว เพราะต่อมาได้

เปลี่ยนชื่อ ตำแหน่ง เป็นอธิการบดี)
ปรัชญาของการตั้งมหาวิทยาลัย  ปรากฏตามสุนทรพจน์  ของศาสตราจารย์   ดร.ปรีดี พนมยงค์ รายงานต่อผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ มีดังนี้ "...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา..."
          ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จึงเป็นตลาดวิชา และเป็น มหาวิทยาลัย เปิดแห่งแรกของประเทศไทย โดยให้สิทธิแก่ผู้ที่เคยศึกษาในโรงเรียน
กฎหมายผู้สำเร็จประโยคมัธยมศึกษา   และเปิดกว้างให้ถึงผู้ที่เป็น ข้าราชการ สมาชิกสภาผู้แทน ฯ ผู้แทนตำบล ครู ทนายความ เข้าเรียน ได้ด้วย ปรากฏว่าในปีแรกมีผู้สมัครเข้าศึกษาถึง 7,094 คน
          วิชาที่เปิดสอนมี 2 แขนงคือ  หลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิต ซึ่งสอนวิชากฎหมายเป็นหลัก  แต่ได้สอนวิชา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการฑูตด้วย เมื่อจบปริญญาตรีธรรมศาสตรบัณฑิตก็อาจศึกษาต่อปริญญาโท แยกเป็นแขนงนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการฑูตต่อไป วิชาอีกแขนงหนึ่งคือ วิชาการบัญชี โดยมีหลักสูตร 3 ปี สำหรับประกาศนียบัตร ทางการบัญชี (เทียบเท่าปริญญาตรี) และ 5 ปี สำหรับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชี (เทียบเท่าปริญญาโท)
          จากวิสัยทัศน์ของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ทำให้ผู้ไม่มีโอกาสได้ศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยได้จบปริญญา    และ ประกาศ นียบัตรไปรับใช้ประเทศชาติในทางการเมือง กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ วงการธุรกิจ และอาชีพอิสระเป็นอันมาก
          สำหรับที่ตั้งมหาวิทยาลัย ครั้งแรกใช้ตึกโรงเรียนกฎหมายเดิมที่เชิงสะพานผ่านฟ้าภิภพลีลา   ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2478 มหาวิทยาลัยขอซื้อ ที่ดินบริเวณท่าพระจันทร์ ซึ่งเดิมป็นที่ของทหาร และปรับปรุงอาคารเดิมพร้อมทั้งสร้างตึกโดม (อันหมายถึงปัญญา และความเฉียบแหลม) เงินที่ซื้อที่ดินรวมทั้งการก่อสร้างได้มาจากเงินที่มหาวิทยาลัย เก็บจากค่าสมัคร และค่าเล่าเรียน (คนละ 20 บาท ต่อปี) นอกจากนี้ ในเวลาต่อมามหาวิทยาลัยยังได้ตั้งธนาคารเอเชียขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ สำหรับนักศึกษาวิชาการบัญชี ใช้เป็นที่ฝึกงานด้วย
ในปี พ.ศ.2481 มหาวิทยาลัยตั้งโรงเรียนเตรียมปริญญามีหลักสูตร 2 ปี เพื่อรับผู้ประสงค์จะเข้าเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมืองโดยตรง โรงเรียนเตรียมปริญญามีหลักสูตรการสอนหนักไปทางด้านภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และวิชาด้านสังคม เช่น ปรัชญา วิชาเทคโนโลยี ดนตรี พิมพ์ดีด และชวเลข เป็นต้น โรงเรียนเตรียม ปริญญามีทั้งหมดรวม 8 รุ่น จนงถึงปี พ.ศ.2490 จึงถูกยกเลิกไป           เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหาร ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศ ด้วยเหตุผลทางการเมือง และการ ปกครอง ของคณะรัฐประหาร ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบ และถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัย การเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ชื่อมหาวิทยาลัยถูกตัดคำว่า "การเมือง" ออก เปลี่ยนเป็น "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" ตำแหน่ง ผู้ประศาสน์ การถูกยกเลิก เปลี่ยนเป็นอธิการบดี  หลักสูตรการศึกษาธรรมศาสตรบัณฑิต  ถูกเปลี่ยนแปลงเป็น  นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ความเป็นตลาดวิชาหมดไป ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ พ.ศ.2495

ในปี พ.ศ.2518 ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี ท่านเห็นว่า ควรที่ จะขยายการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ ในชั้นปริญญาตรีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีส่วนสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคม เช่นเดียวกับ หลักสูตรทาง สังคมศาสตร์ ที่มี ยู่เดิม พื้นที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ มีเนื้อที่ประมาณ  50  ไร่   ไม่เพียงพอ ต่อการขยายตัว ทางวิชาการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยจึงเจรจาขอใช้ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม กระทรวง อุตสาหกรรม เนื้อที่ประมาณ 2,400 ไร่ ที่รังสิต เพื่อสนองรับการขยายตัว ของ มหาวิทยาลัย ต่อไป   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงขยายออกไปที่รังสิต เรียกว่า    มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเจริญก้าวหน้าและพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังขยายไปที่ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยาด้วย โดยอยู่บน พื้นฐาน การปลูกฝังจิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ ดั่งเช่น จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ชาย&หญิง

แม้จะเชื่อกันว่า... พระเจ้าสร้างชายและหญิงให้เกิดมาคู่กัน

แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากออกมายอมรับว่า

"บางครั้งผู้หญิงก็ดูน่าเบื่อและไร้เหตุผลจนไม่น่าเข้าใกล้"

ในขณะที่ผู้หญิงโต้กลับว่า "บางครั้งผู้ชายก็งี่เง่าและเฮงซวยที่สุด"

ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครดีใครเลว
แต่อยู่ที่ความแตกต่างกันในทุกๆเรื่องของชายและหญิงต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความไม่เข้าใจ

ในเมื่อทั้งชายและหญิงไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้

ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ย่างมีความสุข นั่นก็คือ

"การทำความเข้าใจจิตใจของแต่ละฝ่ายนั่นเอง"


1.. ผู้ชายรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของคนอื่น ขณะที่ผู้หญิงรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองน่าทะนุถนอม

2.. เมื่อเกิดปัญหา ผู้ชายจะเก็บตัวเพื่อคิดหาทางออก ผู้หญิงจะหาใครซักคนที่ไว้ใจ และพร่ำพรรณนาปัญหาให้ฟัง

3.. จากสถิติพบว่า ผู้ชายมีอายุสั้นกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายใจร้อนและคึกคะนองมากกว่า

4.. ผู้ชายมุ่งความต้องการไปที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จของผู้หญิง คือ การมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข

5.. เมือทำอะไรซักอย่างไม่ได้ ผู้หญิงจะขอความช่วยเหลือ ในขณะที่ผู้ชายจะไม่พยามยามขอความช่วยเหลือ เพราะคิดว่านั่นคือการแสดงความอ่อนแอของตัวเอง

6.. ผู้หญิงมีสมองเล็กกว่าผู้ชาย แต่สมองทั้งสองซีกกลับทำงานสัมพันธ์กันมากกว่าผู้ชาย

7.. ผู้ชายจะเจริญเติบโตและก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นได้ช้ากว่าผู้หญิง

8.. ผู้ชายถูกกระต้นความต้องการทางเพศโดยสายตา เช่น ดูภาพโป้ ดูหนังโป้ แต่ผู้หญิงถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศ โดยการสัมผัสอันนุ่มนวล

9.. เมื่อเล่นเกม ๆ หนึ่ง ผู้หญิงต้องการเอาชนะโดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องแพ้ก็ได้ (การเสมอ) แต่ผู้ชายต้องการเอาชนะ และอีกฝ่ายต้องเป็นผู้แพ้

10.. เมื่อผู้ชายตกหลุมรักใครซักคน เค้าจะถูกกระตุ้นให้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าจีบผู้หญิงคนนั้นไม่สำเร็จ เค้าจะกลับไปเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม

11.. ผู้หญิงเมาง่ายกว่าผู้ชาย

12.. ผู้ชายจะจดจำเส้นทาง และอ่านแผนที่ได้เก่งกว่าผู้หญิง

13.. ผู้หญิงกลัวที่จะเป็นฝ่ายรับ ในขณะที่ผู้ชายกลัวที่จะเป็นฝ่ายให้

14.. ผู้หญิงพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายทำสำเร็จมากกว่าผู้หญิง

15.. ผู้หญิงจะเรียนภาษาได้ดีกว่า และมีความสามารถในการสื่อสารทางการพูดมากกว่าผู้ชาย

16.. ผู้ชายจะคิดให้ตกซะก่อนจึงค่อยพูดออกมา แต่ผู้หญิงมักจะคิดออกมาเป็นเสียงดัง ๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วย

17.. ผู้หญิงจะไม่ทิ้งเพื่อนหากเพื่อนกำลังมีปัญหา ในขณะที่ผู้ชายจะทิ้งให้เพื่อนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

18.. เมื่อผู้หญิงรู้สึกดี เธอจะสามารถแบ่งปันความรักให้คนอื่นมากมาย แต่เมื่อเธอรู้สึกแย่ สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือความรักจากคนรอบข้าง

19.. นิสัยผู้ชายเหมือนหนังสติ๊ก: ในช่วงเวลาที่คบกัน ผู้ชายจะต้องการทั้งความผูกพันใกล้ชิด และความอิสระ แต่ผู้หญิงจะรู้สึกไม่ดีหากผู้ชายกำลังถอยออกไปหาอิสระ และพยายามดึงเค้ากลับมา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เค้าถอยห่างมากขึ้น ทางที่ดีควรอยู่นิ่ง ๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งเค้าจะกลับมาเอง

20.. ทั้งที่ผู้ชายและผู้หญิงพูดคำ ๆ เดียวกัน แต่ความหมายของคำ ๆ นั้น กลับไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อผู้หญิงพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าฉันต้องการให้คุณเห็นความสำคัญของฉันมากกว่านี้ เมื่อผู้ชายพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าผมไม่ขอทนคุณอีกต่อไป เพราะผมเจอคนใหม่แล้ว

21.. ผู้ชายรับรู้รสชาติเผ็ดและหวานได้น้อยกว่าผู้หญิง

22.. ผู้ชายใช้เวลาในการไปถึงจุดสุดยอดน้อยกว่าผู้หญิง

23.. ผู้หญิงมีกลิ่นที่รักแร้แรงกว่าผู้ชาย ดังนั้นโรลออนสำหรับผู้หญิงจึงขายดีกว่าผู้ชาย

24.. ผู้หญิงท้องผูกมากกว่าผู้ชาย เพราะระบบทางเดินอาหารของผู้หญิงทำงานได้ช้ากว่า

25.. หากผู้หญิงต้องการอะไรจากผู้ชาย ผู้หญิงจำเป็นต้องบอกเพราะผู้ชายมักจะทึกทักเอาว่า "เค้าทำดีแล้ว"

26.. ผู้หญิงคิดว่าการแสดงความเป็นห่วง หมายถึง การแสดงความรักแต่ฝ่ายชายกลับรำคาญ และคิดว่า นั่นคือการควบคุม

27.. ผู้หญิงติดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะปากช่องคลอดมีพื้นที่กว้างกว่า ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปได้มากกว่า

28.. ผู้ชายในโลกมี 2 แบบ คือ 1. พวกที่ดื้อรั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองตามใจผู้หญิง กับ 2. พวกเชื่อฟังและยอมเปลี่ยนแปลง แต่ซักพักก็จะกลับไปเหมือนเดิม ฉะนั้นผู้หญิงอย่าพยายามเปลี่ยนแปลงผู้ชายเลย

29.. ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ชอบพูดคำว่า "ผมขอโทษ" เพราะมันจะตอกย้ำว่า เค้าได้ทำสิ่งผิดพลาดลงไป และเค้าคือคนผิดจากการกระทำนั้น ถึงแม้ว่าภายในใจเค้าจะรู้สึกตัวว่าผิดก็ตาม เมื่อหญิงและชายแอบชอบกันและกัน เขาและเธอจะ...

30.. พยายามทำให้คุณหัวเราะ สนุกสนาม หัวเราะกับทุก ๆ มุขของคุณ

31.. พยายามเจ้าชู้กับคุณตลอดเวลา จ้องมองคุณด้วยรอยยิ้ม

32.. พยายามโอ้อวดกับคุณว่าเขาเก่ง ชอบถามว่า "คุณชอบใครอยู่"

33.. ถ้าคุณขอความช่วยเหลือ เขาจะให้ความช่วยเหลือเสมอ พยายามทำให้คุณหึงเธอ

34.. เถียงแทนคุณ ถ้าคุณต้องการมัน ขอให้คุณช่วยเธอทำทุกสิ่ง

35.. เป็นมิตรกับคุณและเพื่อน ๆของคุณ เข้ามาหาเราด้วยการเริ่มคุยกับเพื่อนคุณก่อน

36.. โทรมาหาคุณ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่ต้องโทรมา ชอบคุยกับคุณเกี่ยวกับผู้ชายลักษณะต่าง ๆ

37.. ทำให้คุณสนุกสนาน ด้วยการทำตัวเป็นตัวตลอก กล่าวถึงว่าคุณเป็นคนดีอย่างไร

38.. บอกว่าสิ่งที่คุณทำคุณทำได้ดีแล้ว ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่คุณทำนั้นมันแย่มาก เจ้าชู้กับทุกคน ยกเว้นคุณคนเดียว

39.. สบตาคุณ แล้วยิ้มให้เสมอ

40.. ปรึกษาคุณถ้าเธอมีปัญหา

credit: yenta4.com